โรคภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง
พบได้ประมาณ 10% ของสุนัขที่มีภาวะที่ร่างกายมีความโน้มเอียงทางพันธุกรรม ทำให้มีความไวสูงฉับพลันต่อสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม เช่น ละอองเกสร ไร หรือ เชื้อรา แต่ยังคงยากต่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะเกิดกับสัตว์เลี้ยงไปตลอดชีวิต มักพบอาการของโรคครั้งแรกในสุนัขระหว่าง อายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี พบผื่นแดง คัน ติดเชื้อในช่องหู อาจพบว่าการเกิดอาการ สัมพันธ์กับช่วงฤดูกาล สุนัขบางพันธุ์มีความเสี่ยงต่อภูมิแพ้ เช่น เวสต์ไฮแลนด์ไวท์ เทอร์เลีย ลาบราดอร์ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ปั๊ก พูเดิล ดัลเมเชี่ยล ถึงแม้ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับสารก่อภูมิแพ้และการทำปฏิกิริยากับผิวหนัง การศึกษาผิวหนังสุนัขที่เป็นภูมิแพ้ พบผิวหนังขาดความแข็งแรงจากปริมาณชั้นไขมันระหว่างเซลล์ลดลง

ความอ้วนของน้องหมา

ความอ้วน
น้ำหนักตัวเกินของน้องหมาเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อน้องหมาเพราะจะก่อให้เกิดโรคอื่นๆหลายโรคตามมาภายหลังได้ น้ำหนักส่วนเกินเกิดขึ้นได้เมื่อสัตว์เลี้ยงได้รับพลังงานมากกว่าพลังงานที่ใช้เกิดการสะสมในรูปไขมันทำให้มีการสะสมไขมันกระจายทั่วร่างกาย
สุนัขที่อ้วนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคดังต่อไปนี้

โรคระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

โรคระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower Urianry Tract Disorders)
ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เป็นกลุ่มอาการที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะหรือท่อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งนิ่วเกิดจากการรวมกันของแร่ธาตุในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วชนิดสตรูไวท์ และอ๊อกชาแลต เป็นนิ่วที่พบได้บ่อยที่สุดในสุนัข ทำให้ปัสสาวะลำบาก และอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายย้อนกลับขึ้นไปที่ไตได้
สาเหตุของโรค
  •  ภาวะความเป็นกรด- ด่าง ของปัสสาวะ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • มีผลึก หรือก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ มักเกิดขึ้นในกระเพาะปัสสาวะซึ่งสามารถใช้โภชนบำบัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้
  • ความอ้วน อายุ
  •  เพศ ในสุนัขเพศผู้มีโอกาสเกิดนิ่วได้ง่ายกว่าเพศเมีย (ยกเว้นนิ่วชนิดสตรูไวท์)
  •  สายพันธุ์ สุนัขพันธุ์เล็ก เช่น มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์ พูดเดิ้ล ชิส์สุ และ ยอร์กเชีย เทอร์เรีย มีโอกาสเกิดนิ่วได้ง่าย ส่วนดัลเมเชี่ยนมักมีความเสี่ยงจะเกิดนิ่วชนิดยูเรตได้ง่าย เป็นต้น
  • ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ความเคลียด สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงรวมกันหลายตัว เป็นต้น
อาหาร
  • ปัสสาวะยาก เบ่ง ปัสสาวะกะปริบกระปรอย บางตัวอาจปัสสาวะเป็นเลือด
  • เลียอวัยวะขับถ่าย ปัสสาวะผิดที่ หยดนอกถาดปัสสาวะ
  • ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน
การรักษา
สัตวแพทย์อาจทำการวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ ส่งตรวจวิเคราะห์ชนิดของนิ่วในห้องปฏิบัติการ การรักษามักพิจารณาตามชนิดและขนาดของนิ่ว เช่น การผ่าตัด ส่วนท่อปัสสาวะ ให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาชนิดอื่นเพื่อรักษา ร่วมกับการเปลี่ยนอาหาร เป็นต้น
ความสำคัญของอาหารต่อโรคนิ่ว
อาหารมีส่วนสำคัญในการจัดการกับโรคนิ่ว และโรคระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อประกอบการรักษา และป้องกันการเกิดโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคไต kidney disease

หน้าที่หลักของไต ได้แก่
  • กรองของเสียออกจากเลือด และกำจัดออกทางปัสสาวะ
  • ควบคุมสมดุลขอบแร่ธาตุ เช่นโซเดียมฟอสฟอรัส แคลเซียม โพแทสเซียม เป็นต้น
  • ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนบางชนิดซึ่งช่วยควบคุมความดันเลือด และสร้างเม็ดเลือดแดง
โรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดความเสียหายของไต ทำให้ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ตามปกติ ของเสียจึงสะสมอยู่ในร่างกายสัตว์ร่างกายจะสูญเสียความสมดุลของกรด-ด่าง น้ำ และแร่ธาตุในกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมน ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจ และหลอดเลือดตามมาได้
คุณทราบหรือไม่
เมื่อมีความเสียหายที่ไต จะมีฟอสฟอรัสสะสมในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และอาจทำให้มีปัญหาฮอร์โมนตามมา ดังนั้นเมื่อสัตว์ป่วยด้วยโรคไตจึงควรให้อาหารที่มีฟอสฟอรัสต่ำ เพื่อช่วยลดหรือชะลอความรุนแรงของโรคไตในสุนัข
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต
  •       อายุ สนัขแก่มักมีความเสี่ยงมากกว่า ในสุนัขอายุเฉลี่ยประมาณ 6.6 ปี
  •       สายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีความเสี่ยงสูง เช่น พันธุ์ชิห์สุ คอกเกอร์ สแปเนียล โดเบอร์แมน ลาซ่า แอปโซ่ เป็นต้น
  •       อาหาร อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงอาจมีแนวโน้มนำให้เกิดโรคไตได้
  •       ปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวการณ์ติดเชื้อ โรคนิ่ว สารพิษบางชนิด เช่น ฟีนอล สามารถโน้มนำให้เกิดโรคไตได้
อาการของโรคไต
      ส่วนมากจะไม่ค่อยแสดงอาการ จนกว่าไตจะเกิดความเสียหายมากกว่า 75 % ขึ้นไป โดยอาการอาจแตกต่างกัน แต่โดยมากการกินน้ำมากกว่าปกติมักจะสังเกตได้ก่อน หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วนเพื่อขอคำแนะนำ หรือวินิจฉัยเพิ่มเติม
อาการของโรคไตมีดังนี้
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เหนื่อยง่าย
  • ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะมาก หรือไม่ปัสสาวะเลย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีกลิ่นปากแรง มีแผลในปากทำให้เจ็บปาก และกินอาหารน้อยลง
การรักษา
ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อรักการวินิจฉัย และหาสาเหตุการเกิดโรคเพื่อให้น้องหมาได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันเวลา
      สัตวแพทย์มักแนะนำให้เจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพความเสียหายของไต และภาวะโลหิตจางที่มักเกิดตามมา นอกจากนี้ยังอาจตรวจปัสสาวะหรือทำการเอ็กซเรย์เพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัย