ความอ้วนของน้องหมา

ความอ้วน
น้ำหนักตัวเกินของน้องหมาเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อน้องหมาเพราะจะก่อให้เกิดโรคอื่นๆหลายโรคตามมาภายหลังได้ น้ำหนักส่วนเกินเกิดขึ้นได้เมื่อสัตว์เลี้ยงได้รับพลังงานมากกว่าพลังงานที่ใช้เกิดการสะสมในรูปไขมันทำให้มีการสะสมไขมันกระจายทั่วร่างกาย
สุนัขที่อ้วนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคดังต่อไปนี้

โรคระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

โรคระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower Urianry Tract Disorders)
ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เป็นกลุ่มอาการที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะหรือท่อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งนิ่วเกิดจากการรวมกันของแร่ธาตุในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วชนิดสตรูไวท์ และอ๊อกชาแลต เป็นนิ่วที่พบได้บ่อยที่สุดในสุนัข ทำให้ปัสสาวะลำบาก และอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายย้อนกลับขึ้นไปที่ไตได้
สาเหตุของโรค
  •  ภาวะความเป็นกรด- ด่าง ของปัสสาวะ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • มีผลึก หรือก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ มักเกิดขึ้นในกระเพาะปัสสาวะซึ่งสามารถใช้โภชนบำบัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้
  • ความอ้วน อายุ
  •  เพศ ในสุนัขเพศผู้มีโอกาสเกิดนิ่วได้ง่ายกว่าเพศเมีย (ยกเว้นนิ่วชนิดสตรูไวท์)
  •  สายพันธุ์ สุนัขพันธุ์เล็ก เช่น มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์ พูดเดิ้ล ชิส์สุ และ ยอร์กเชีย เทอร์เรีย มีโอกาสเกิดนิ่วได้ง่าย ส่วนดัลเมเชี่ยนมักมีความเสี่ยงจะเกิดนิ่วชนิดยูเรตได้ง่าย เป็นต้น
  • ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ความเคลียด สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงรวมกันหลายตัว เป็นต้น
อาหาร
  • ปัสสาวะยาก เบ่ง ปัสสาวะกะปริบกระปรอย บางตัวอาจปัสสาวะเป็นเลือด
  • เลียอวัยวะขับถ่าย ปัสสาวะผิดที่ หยดนอกถาดปัสสาวะ
  • ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน
การรักษา
สัตวแพทย์อาจทำการวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ ส่งตรวจวิเคราะห์ชนิดของนิ่วในห้องปฏิบัติการ การรักษามักพิจารณาตามชนิดและขนาดของนิ่ว เช่น การผ่าตัด ส่วนท่อปัสสาวะ ให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาชนิดอื่นเพื่อรักษา ร่วมกับการเปลี่ยนอาหาร เป็นต้น
ความสำคัญของอาหารต่อโรคนิ่ว
อาหารมีส่วนสำคัญในการจัดการกับโรคนิ่ว และโรคระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อประกอบการรักษา และป้องกันการเกิดโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคไต kidney disease

หน้าที่หลักของไต ได้แก่
  • กรองของเสียออกจากเลือด และกำจัดออกทางปัสสาวะ
  • ควบคุมสมดุลขอบแร่ธาตุ เช่นโซเดียมฟอสฟอรัส แคลเซียม โพแทสเซียม เป็นต้น
  • ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนบางชนิดซึ่งช่วยควบคุมความดันเลือด และสร้างเม็ดเลือดแดง
โรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดความเสียหายของไต ทำให้ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ตามปกติ ของเสียจึงสะสมอยู่ในร่างกายสัตว์ร่างกายจะสูญเสียความสมดุลของกรด-ด่าง น้ำ และแร่ธาตุในกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมน ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจ และหลอดเลือดตามมาได้
คุณทราบหรือไม่
เมื่อมีความเสียหายที่ไต จะมีฟอสฟอรัสสะสมในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และอาจทำให้มีปัญหาฮอร์โมนตามมา ดังนั้นเมื่อสัตว์ป่วยด้วยโรคไตจึงควรให้อาหารที่มีฟอสฟอรัสต่ำ เพื่อช่วยลดหรือชะลอความรุนแรงของโรคไตในสุนัข
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต
  •       อายุ สนัขแก่มักมีความเสี่ยงมากกว่า ในสุนัขอายุเฉลี่ยประมาณ 6.6 ปี
  •       สายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีความเสี่ยงสูง เช่น พันธุ์ชิห์สุ คอกเกอร์ สแปเนียล โดเบอร์แมน ลาซ่า แอปโซ่ เป็นต้น
  •       อาหาร อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงอาจมีแนวโน้มนำให้เกิดโรคไตได้
  •       ปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวการณ์ติดเชื้อ โรคนิ่ว สารพิษบางชนิด เช่น ฟีนอล สามารถโน้มนำให้เกิดโรคไตได้
อาการของโรคไต
      ส่วนมากจะไม่ค่อยแสดงอาการ จนกว่าไตจะเกิดความเสียหายมากกว่า 75 % ขึ้นไป โดยอาการอาจแตกต่างกัน แต่โดยมากการกินน้ำมากกว่าปกติมักจะสังเกตได้ก่อน หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วนเพื่อขอคำแนะนำ หรือวินิจฉัยเพิ่มเติม
อาการของโรคไตมีดังนี้
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เหนื่อยง่าย
  • ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะมาก หรือไม่ปัสสาวะเลย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีกลิ่นปากแรง มีแผลในปากทำให้เจ็บปาก และกินอาหารน้อยลง
การรักษา
ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อรักการวินิจฉัย และหาสาเหตุการเกิดโรคเพื่อให้น้องหมาได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันเวลา
      สัตวแพทย์มักแนะนำให้เจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพความเสียหายของไต และภาวะโลหิตจางที่มักเกิดตามมา นอกจากนี้ยังอาจตรวจปัสสาวะหรือทำการเอ็กซเรย์เพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัย

ประเภทของสุนัข

ประเภทของสุนัข แบ่งได้ 6 กลุ่มใหญ่ๆ คือ สุนัขล่าเนื้อ, สุนัขเพื่อเกมส์กีฬา, สุนัขเทอร์เรีย, สุนัขทำงาน, สุนัขตุ๊กตา และ สุนัข อเนกประสงค์ ดังจะเขียนรายละเอียดแต่ละกลุ่มดังนี้
1. สุนัขล่าเนื้อ (Hounds) แค่ชื่อก็น่ากลัวแล้ว สุนัขล่าเนื้อ เป็นสุนัขกลุ่มแรกๆเลยที่มนุษย์เรานำมาใช้ประโยชน์โดยการล่าสัตว์ ใช้เป็นสุนัขช่วยในการล่าสัตว์  โดยสุนัขกลุ่มนี้จะมีประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นที่ดีมาก และมีความแข็งแรงของร่างกายมาก   อาจแบ่งย่อย ได้อีก 2 กลุ่ม คือ
• กลุ่มที่มีสายตาดี สุนัขกลุ่มนี้จะมีความว่องไวเป็นเลิศ และมีสายตาที่ดีมากๆ จะมีรูปร่างโดยปกติทั่วไป จะมีรูปร่างที่สูง ช่วงขาจะยาว เช่น เกรย์ฮาว์น อัฟกัน และ สะลูกี้
• กลุ่มที่มีประสาทการรับกลิ่นดีมากๆ ซึ่งมนุษย์เราไม่ต้องไปเทียบเลย ลักษณะรูปร่างของสุนัขกลุ่มนี้คือจะมีขาสั้นแต่มีความแข็งแรง หัวใหญ่ หูแผ่กว้างใหญ่ เช่น บัสเสทฮาว์น ดัชชุน
2. สุนัขเพื่อเกมส์กีฬา (Sporting Dogs) เป็นสุนัขพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการล่าสัตว์มาเพื่อเกมส์กีฬา โดยแต่ก่อนนั้นสุนัขกลุ่มนี้จะมีหน้าที่คือ การค้นหาเหยื่อ และก็ นำเหยื่อที่ถูกยิงแล้วกลับมาให้เจ้าของ เราสามารถแบ่งสุนัขเพื่อเกมส์กีฬาได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
• สเปเนี่ยน เป็นสุนัขที่มีรูปร่างขนาดกลางที่เฉลียวฉลาด จมูกรับกลิ่นได้ดีมาก มีลักษณะเด่น คือ หูจะยาว และตูบ แบ่งย่อยได้เป็น 2 กลุ่ม คือ พันธุ์ที่ใช้ล่าสัตว์ และพันธุ์ขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันนี้จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่เลี้ยงไว้ดูเล่น
• พอยเตอร์ และเซทเตอร์ เป็นพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสเปเนี่ยน ขายาว หูตูบ และ จมูกรับกลิ่นได้ดีเยี่ยม ในการออกล่าสัตว์ เจ้าของจะให้สุนัขตามรอยเหยื่อ ออกไปได้ไกลกว่า
• รีทรีพเวอร์ เป็นสุนัขที่มีเป็นมิตร มีความแข็งแรง มีโครงสร้างที่ดี และ มีความเชี่ยวชาญในการล่าสัตว์ โดยสิ่งที่สุนัขพันธุ์นี้มันถนัดคือ การค้นหา และ นำเหยื่อที่ถูกยิงกลับมาให้เจ้าของ เหมือนนักสืบเลยไหมล่ะ  โดยปกติแล้ว มันมักจะทำงานร่วมกับสุนัขพันธุ์สเปเนี่ยน ทำงานเป็นทีมแบบ บัดดี้เลย โดยให้สเปเนี่ยนเป็นผู้เริ่มต้นค้นหา ส่วนรีทรีพเวอร์คอยนำเหยื่อที่ถูกยิงแล้วกลับมาให้เจ้าของ นอกจากนี้ รีทรีพเวอร์ยังว่ายน้ำได้ ดี มันจึงมักถูกใช้ในการล่าสัตว์ปีกที่บินอยู่เหนือน้ำ เช่น ห่านป่า เป็นต้น